วันนี้จะมาเล่าให้ฟังว่าตั้งแต่ก้าวแรกของการฝึกงานที่บริษัทเกี่ยวกับ Digital agency ตำแหน่ง Developer เป็นยังไงบ้าง และเล่าชีวิต Developer life กัน

 

Part 1: ก้าวแรก Developer life สู่ชีวิต Agency

วันแรกของการทำงานนั้น หลังจากที่ได้เข้ามาที่บริษัทก็จะมีที่โต๊ะทำงานประจำอยู่ ซึ่งจะอยู่ข้าง ๆ พี่เลี้ยงเลย พอถึงช่วง 10 โมงเช้า ทุกคนจะมายืนรวมตัวกันเพื่อ Stand-Up Meeting ขอย้ำว่าทุกคน ทุกแผนก พอเห็นพี่ ๆ เขา Stand-Up Meeting กันก็ถึงกับยืนเอ๋อกันเลยทีเดียว พี่ที่อยู่ในแผนกเดียวกันพอเห็นว่าเรายืนเอ๋อก็คงรู้ว่าเราไม่เข้าใจว่าทำอะไรกันอยู่ พี่เลยเข้ามาอธิบายว่าคืออะไร

สรุปว่ามันก็คือ การที่เราทุกคนมาพูดกันว่าเมื่อวานเราได้ทำอะไรไปบ้างและวันนี้เราจะทำอะไรบ้างหรือติดขัดอะไร ต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ซึ่งโดยรวมแล้วทั้งหมดนี้ก็ใช้เวลาไม่นานประมาณ 5-10 นาที สรุปว่าวันแรกของ Stand-Up Meeting นั้นเราก็แนะนำตัวเองให้พี่ ๆ ในบริษัทว่ามาจากไหน มาทำอะไร อยู่ตำแหน่งอะไรก็เป็นอันเสร็จสิ้น

ความ Amazing ของประสบการณ์วันแรก

  วันแรกก็ไม่มีอะไรมาก ไปทำความรู้จักกับพี่ ๆ ว่าแต่ละคนว่าชื่ออะไรบ้าง, ทำงานตำแหน่งอะไร และในตำแหน่งนั้นมีหน้าที่ทำอะไร พอเรียบร้อยทุกอย่างแล้วก็ทำความคุ้นเคยกับที่ทำงานให้ชิน ซึ่งก็คือการคอยดูว่าพี่ทำงานยังไงกันบ้าง จนได้รู้มาว่าที่บริษัทนี้ทำงานกันเป็นรูปแบบ Agile การทำงานรูปแบบนี้ คือ การที่เราจะมาดูว่างานมีอะไรที่ต้องทำยังไงบ้าง ก็จะมีโปรแกรมบอร์ดออนไลน์ที่สามารถดูได้ว่างานทั้งหมดใน Backlog ที่เราสามารถหยิบมาทำได้มีอะไรบ้าง แล้วตอนนี้มีงานอะไรที่กำลังทำอยู่ เห็นแล้วก็รู้สึก เอ่อ ดูเป็นการแบ่งงานที่มีระบบดี ซึ่งมีหลายบอร์ดมาก บอร์ดแต่ละแผนก, บอร์ด Retrospective (ใครงงว่าคืออะไร เดี๋ยวมีอธิบายในส่วนหลัง) หรือ แม้กระทั่งบอร์ดเรื่องการกิน ซึ่งในบอร์ดการกินก็คืออธิบายว่าในซอยนี้หรือละแวกนี้มีของกินอะไรที่น่าสนใจบ้าง เมื่อถึงเวลาพักกลางวันเราจะได้ไม่ต้องคิดว่าจะกินอะไรดี เป็นอะไรที่ดีมากเลยเพราะเรามาฝึกงานวันแรกก็เลยไม่รู้ว่ามีอะไรกินบ้าง

เริ่มฝึกอย่างเข้มข้นจริงจัง

หลังจากที่เริ่มเคยชินกับที่บริษัทแล้วก็ได้มีการสอน Front-end, Back-end จากพี่ ๆ ที่แผนกโดยที่ Front-end จะได้ใช้เป็น ReactJS ส่วน Back-end เป็น Golang ซึ่งจะมี Assignment ให้เราทำ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีข้อสงสัย ก็สามารถสอบถามพี่ ๆ ได้เลย โดยที่เราจะพัฒนาสกิลของ ReactJS และ Golang ไปแบบรวดเร็วเนื่องจากมีพี่ที่คอยซัพพอร์ตอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา ซึ่งหลังจากที่ได้มีการเรียนรู้สกิลพอประมาณแล้ว

เราได้สังเกตเห็นว่างานที่พี่ ๆ เขาได้ทำกันนั้นมีตัว WordPress ด้วย เมื่อเราได้เห็นก็รู้สึกสนใจ อยากที่จะเรียนรู้ไว้หลาย ๆ อย่าง ก็เลยบอกพี่ ๆ ว่าอยากที่จะลองทำตัว WordPress พี่ ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็เลยได้ Assignment ใหม่โดยใช้ WordPress หลังจากที่ทำตัว Assignment เสร็จเรียบร้อยแล้ว สัปดาห์หลัง ๆ จะเริ่มมีงาน Test เข้ามาเยอะขึ้นทำให้เราต้องคอยช่วยพี่ ๆ ทำตัว ​Form สำหรับ Test Case ขึ้นมาเพื่อไว้สำหรับให้เรา Test ตาม Form Test Case ว่าผลลัพธ์มันจะออกมาตามที่คิดไว้

ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงบอร์ดของ Retrospective เผื่อมีบางคนไม่เข้าใจว่าคืออะไร จะมาอธิบายว่ามันคืออะไร Retrospective Meeting คือการประชุมรวมกันว่าภายใน Sprint (2 อาทิตย์) นี้มีปัญหาอะไรบ้างและทุกคนจะมารวมตัวเพื่อช่วยกันหา Solution หรือแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยที่นี่ประชุมทุกคนทั้งบริษัทและทุกครั้งก่อนจะมีการประชุมเราจะมีบอร์ดของ Retrospective เพื่อให้ทุกคนเขียนการ์ดว่ามีปัญหาอะไรใน Sprint บ้างหรือใครจะเขียนเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นภายใน Sprint ก็ได้ สรุปแล้วมันคือการรวมตัวกันและพูดเกี่ยวกับ Sprint นี้ว่ามีเรื่องดี ไม่ดี มีปัญหา หรือต้องการความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง ทุกคนก็จะมา Discuss กันเพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน เป็นการประชุมที่สนุกมาก ถ้ามองในอีกมุมมองนึงเป็นเหมือนการประชุมเพื่อระบายอารมณ์เพื่อช่วยลดปัญหาของแต่ละคนภายในบริษัท

Part 2: Project Intern ศึกใหญ่ที่ได้รับมอบหมาย

จะเล่าย้อนไปก่อนที่จะทำตัว Test Case นั้นจะมีสิ่งที่เรียกว่า “Project Intern” หรือก็คือโปรเจกต์ของเด็กฝึกงาน ซึ่งพี่ ๆ ที่บริษัทนั้นได้ปรึกษากันว่าจะให้เหล่าเด็กฝึกงานนั้นได้ทำงานร่วมกันเป็นทีมทำโปรเจกต์ตัวนึงซึ่งจะให้เด็ก ๆ ฝึกงานเป็นผู้เลือกงาน โดยที่เด็กฝึกงานจะมีทั้งหมด 5 คน ด้วยกัน ประกอบไปด้วย Development 2 คน, Design 2 คน และMarketing 1 คนด้วยกัน

หลังจากที่โหวตกันเลือกงานที่จะทำได้เรียบร้อยแล้ว เราก็ไปรับ Recap Brief หรือ งานที่จะต้องทำคร่าว ๆ ซึ่งเหล่าเด็กฝึกงานก็ได้มีการนัดประชุมกันเพื่อปรึกษากัน แต่พอได้ทำงานด้วยกันไปสักพักนึงก็เริ่มรู้สึกตัวกันแล้วว่าแต่ละการประชุมนั้น “ไม่ได้อะไรเลย”และ“ประชุมนานเกินไป”

ซึ่งที่เริ่มรู้สึกตัวนี่มาจากการที่พี่ ๆ เริ่มเห็นว่าแต่ละคนไม่ได้มีความเข้าใจที่ตรงกันเลยในตอนประชุม และในแต่ละครั้งที่มีการประชุมไม่ได้มีการตัดสินใจที่แน่นอนเนื่องจากไม่ได้มีหัวหน้ากลุ่ม พี่ ๆ ก็เลยแนะนำให้เด็กฝึกงานที่อยู่ฝ่าย Marketing เป็นหัวหน้ากลุ่ม เนื่องจากเด็กฝึกงานคนนั้นต้องฝึกสกิลการเข้าหาลูกค้า และ Recap Brief และพี่ ๆ ได้เสริมด้วยว่าในแต่ละครั้งที่มีการประชุมควรจะมีสิ่งที่เรียกว่า Agenda และ Timebox

สิ่งที่ต้องมีเพื่อให้งานออกมาดี

Agenda ก็คือสิ่งที่จะบอกว่าในการประชุมในแต่ละครั้งนั้นเราต้องประชุมอะไรกันบ้างและเราจะต้องได้อะไรจากการประชุมนั้น ๆ เพื่อให้เป็นแนวทางในการประชุมครั้งนั้น ๆ ส่วน Timebox ก็คือการกำหนดเวลาในการประชุมที่เหมาะสมและไม่ควรที่จะประชุมเกินเวลาของ Timebox ทำให้ในทุก ๆ ครั้งที่มีการประชุมนั้นจะไม่มีการประชุมที่เกินเวลาอีกต่อไป

หลังจากที่ได้คำแนะนำของพี่ ๆ เสร็จเรียบร้อยทำให้การทำงานของกลุ่มเด็กฝึกงานดีขึ้นอย่างมาก ทุกครั้งที่ประชุมเราก็จะมีการนำไอเดียของแต่ละคนมาเสนอและมีการแบ่งงานจากหัวหน้ากลุ่ม โดยที่ในแต่ละคนก็จะต้องคอยนำเสนอไอเดียต่าง ๆ ตามที่ได้รับหมอบหมายงานจากหัวหน้า เมื่อได้ไอเดียตามที่ต้องการแล้วก็มาถึงการประชุม

ในการประชุมนั้นก็จะเป็นการประชุมของไอเดียของแต่ละคนว่ามีไอเดียของโปรเจกต์นี้ยังไงบ้างแล้วก็ทำการนำเสนอกับพี่ของหัวหน้างานนี้และพี่ ๆ ทุกคนในบริษัทเพื่อที่จะได้ความเห็นที่หลากหลาย ในการประชุมครั้งนี้นั้นเป็นไปด้วยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะแต่ละคนยังไม่กล้าที่จะพูด กล้าที่จะออกความเห็นต่าง ๆ และในสไลด์การประชุมนั้นออกมายังไม่สมบูรณ์ ยังขาด Recap brief ของตัวงานอยู่ ทำให้พี่ ๆ ไม่รู้ว่าจริง ๆ งานนี้เด็กฝึกงานต้องทำอะไรบ้างก็เลยต้องนำกลับไปปรับปรุง

เมื่อไอเดียยังไปไม่สุด พลังของความร่วมมือจึงเกิดขึ้น

ในครั้งนี้เราไม่ได้กลับไปแก้ไขแบบมือเปล่า เราได้คอมเมนต์จากพี่ ๆ ต่าง ๆ มากมาย ในครั้งนี้พี่หัวหน้าโปรเจกต์ให้เราหาพี่ในบริษัทมาอย่างน้อย 1 คน เพื่อมาเป็น Mentor ของเรา จะได้คอยแนะนำ ชี้แนะได้ ซ้ำกันได้ไม่มีปัญหา เราก็เอาไอเดียของแต่ละคนไปปรึกษาพี่ Mentor ของเราว่าควรปรับปรุงหรือแก้ไขอย่างไรบ้าง หลังจากที่ได้นำไอเดียไปเพิ่มหลาย ๆ อย่างเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว

ขั้นตอนสุดท้ายก็คือนำไอเดียที่มีนั้นไปให้พี่ฝั่ง Design เพื่อออกแบบไอเดียของเราให้มันเป็นรูป เป็นร่าง หรือก็คือ Mock up เพื่อไว้ใส่ในไฟล์พรีเซนต์เพื่อให้เวลาพรีเซนต์นั้นทุกคนจะได้เห็นภาพร่วมกันว่าไอเดียของคนนั้น ๆ เป็นอย่างไร เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ก่อนที่จะถึงวันพรีเซนต์เราก็ต้องไปฝึกพรีเซนต์มาให้เรียบร้อย

เส้นชัยสุดท้ายก็มาถึง วันพรีเซนต์นั่นเอง หลังจากได้รับคำแนะนำและคำชี้แนะมาเรียบร้อยก็ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ก็ได้เวลาเริ่มการประชุมสักที แต่ละคนก็อธิบายไอเดียของแต่ละคน โดยที่เริ่มจากการ Recap brief ว่างานนี้เหล่าเด็กฝึกงานทำอะไรบ้าง เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มีสิ่งที่แก้ไขนิด ๆ หน่อย ๆ เมื่อสมบูรณ์แล้วหัวหน้าโปรเจกต์ก็จะนำโปรเจกต์นี้ไปนำเสนอกับลูกค้าต่อ เป็นอันเสร็จสิ้นโปรเจกต์ของเหล่าเด็กฝึกงาน

ก้าวสุดท้ายแห่งการเป็น Happio

หลังจากที่ได้ผ่านสมรภูมิอันยาวนานก็ได้มาถึงจุดสิ้นสุดของการฝึกงานแล้ว ในการฝึกงานมานั้นทำให้ได้ความรู้หลาย ๆ อย่างเลยทีเดียว ซึ่งสิ่งสำคัญเลยก็คือการที่พี่ ๆ คอยซัพพอร์ตให้สามารถฝึกงานได้อย่างราบรื่น ได้คำแนะนำหลาย ๆ อย่างทำให้มีความคิดและแนวคิดในหลากหลายมุม

โดยที่พี่ ๆ จะไม่ได้บอกในสิ่งที่เราอยากรู้โดยตรงแต่จะสอนวิธีเพื่อให้หาคำตอบเหล่านั้นมาด้วยตัวเอง ทำให้เมื่อเราฝึกงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราจะได้สกิลติดตัวเพื่อที่จะไปเอาชีวิตในการทำงานในอนาคตได้ด้วย

แถมยังได้มีการฝึกการทำงานเป็นทีมทำให้เราต้องฝึกการเข้าหาเพื่อนร่วมทีมและการทำงานเป็นทีม เพื่อให้เราสามารถจัดการปัญหาต่าง ๆ โดยแบ่งงานกับเพื่อนร่วมทีมได้ดีขึ้น เป็นอันสิ้นสุดของการฝึกงานใน HAPPIO!!

ฝากติดตาม blog อื่นๆใน Happioteam ด้วยครับ
blog.happioteam.com

Facebook Comments

Myanmar Media Landscape in 2019

SSL Certificate

Creating SSL Certificate on Google cloud platform

เด็กจบใหม่เป็น planner ได้ไหม

เด็กจบใหม่เป็น planner ได้ไหม?

สิ่งที่ project manager ใช้วางแผน

สิ่งที่ Project Manager ใช้วางแผนและควบคุม Project

การตลาดแบบโจโจ้ เทคนิคปั้นแบรนด์ดังข้ามศตวรรษ

โทนสีจากหนัง Stranger things

โทนสีจากหนัง Stranger things ซีรี่ส์ไซไฟกลิ่นอายยุค 80s