เปิด Insight ตลาดพม่าในไทย 2569 โตทะลุ 221,000 ล้านบาท จาก 4.1 ล้านคน: โอกาสทองที่แบรนด์ไทยไม่ควรมองข้าม

Posted byChonlada Tissanawut Posted onApril 23, 2026 Comments0

คุณรู้หรือไม่ว่า… ในประเทศไทยมีชาวเมียนมาอาศัยอยู่มากถึง 4.1 ล้านคน คิดเป็น 6.3% ของประชากรไทย และเป็นกำลังสำคัญในแรงงานไทยถึง 8.2% นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิติแรงงาน แต่คือ “กลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคขนาดใหญ่” ที่มีกำลังซื้อมหาศาลกว่า 2.2 แสนล้านบาทต่อปี!

วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกข้อมูลเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ผู้ประกอบการเห็นโอกาสในการปั้นธุรกิจให้ตอบโจทย์ตลาดกลุ่มนี้

1. ลูกค้าของคุณคือกลุ่มไหน: เจาะกลุ่มประชากรเมียนมาในไทย

ประชากรชาวเมียนมาในไทยมีความหลากหลายกว่าที่คิด โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้:

  • แรงงานฝีมือ (Blue-Collar): กลุ่มใหญ่ที่สุด กระจายตัวอยู่ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง การเกษตร และการประมง
  • กลุ่มกึ่งฝีมือ (Light Blue-Collar): กลุ่มที่อยู่นานจนเริ่มมีทักษะ มีความรู้ภาษาไทยดีขึ้น และมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี
  • พนักงานออฟฟิศและนักศึกษา (White-Collar & Students): มีชาวเมียนมาเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในไทยกว่า 15,242 คน โดยมหาวิทยาลัยยอดนิยมคือ ABAC, ม.รังสิต และ ม.กรุงเทพ

2. พฤติกรรมการใช้เงิน: เงิน 100 บาท เขาจ่ายให้ใครบ้าง?

รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 6,915 บาท แม้ดูไม่สูง แต่เมื่อรวมกันทั้งประเทศกลับมีพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหาศาล โดยมีสัดส่วนการใช้จ่ายที่น่าสนใจดังนี้:

  • ส่งกลับบ้าน (35%): เป็นการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน
  • หมุนเวียนในไทย (65%): นี่คือเงินที่ไหลเข้าสู่ธุรกิจไทยโดยตรง!
  • อาหารและเครื่องดื่ม (17.4%): ตลาดที่ใหญ่ที่สุด
  • ที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค (13.8%): ส่วนใหญ่พักอาศัยแบบหอพักหรือที่พักส่วนกลาง
  • เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว (4.6%): กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

3. โอกาสทางธุรกิจ (Market Opportunities) ที่น่าจับตามอง

จากสถิติการใช้จ่าย รายงานระบุว่ามี 5 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง:

  • อาหารและเครื่องดื่ม (59,200 ล้านบาท): สินค้าท้องถิ่นเมียนมา หรือร้านอาหารที่รสชาติถูกปาก
  • ที่อยู่อาศัย (46,800 ล้านบาท): หอพักใกล้แหล่งนิคมอุตสาหกรรมที่มีบริการภาษาเมียนมา
  • บริการดิจิทัลและการเงิน (24,700 ล้านบาท): แอปฯ โอนเงิน, แอปฯ ธนาคาร หรือซิมการ์ดที่รองรับภาษาเมียนมา
  • สุขภาพ (19,700 ล้านบาท): คลินิกที่มีล่าม หรือประกันสุขภาพราคาประหยัด
  • สินค้าปลีก (15,800 ล้านบาท): แบรนด์เสื้อผ้าและเครื่องสำอางที่เน้นความคุ้มค่า

4. กลยุทธ์การตลาดแบบ AIBRA: เข้าถึงใจชาวเมียนมา

หากแบรนด์ต้องการบุกตลาดนี้ Happio แนะนำ Framework “AIBRA” เพื่อสร้างยอดขายอย่างยั่งยืน:

  • Awareness: สร้างการรับรู้ผ่าน Influencer ชาวเมียนมา และโฆษณา Out of Home ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น เช่น สมุทรสาคร หรือเชียงใหม่
  • Interest: ทำคอนเทนต์ที่ให้ความรู้หรือเรื่องเล่าของแบรนด์ (Brand Story)
  • Buy: มีโปรโมชั่นที่ชัดเจนและช่องทางการซื้อที่สะดวก
  • Refer: ใช้พลัง “ปากต่อปาก” และกิจกรรม Community-driven
  • Advocate: เปลี่ยนลูกค้าขาจรเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ด้วยระบบสมาชิกหรือ VIP Event

ดังนั้นตลาดเมียนมาในไทยไม่ใช่ตลาด “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่เป็นตลาด “หลัก” ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงมาก หากธุรกิจเข้าใจพฤติกรรม สื่อสารด้วยภาษาที่เขาเข้าใจ และมอบคุณค่าที่ตรงใจ ประตูสู่ขุมทรัพย์ 2 แสนล้านนี้ก็พร้อมเปิดต้อนรับคุณเสมอ

หากคุณสนใจบุกตลาดเมียนมาในไทยแบบมือโปร? ติดต่อ Happio ผู้เชี่ยวชาญด้าน Creative Digital & Activation ที่ช่วยให้แบรนด์ของคุณเติบโตในตลาด CLMV ได้อย่างมั่นใจ  happioteam.com 

บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญและอินไซต์ที่น่าสนใจจากรายงาน Myanmar Market Awakens Report เพื่อให้เห็นภาพแนวโน้มและโอกาสของตลาดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

mm report th 1

  • ภาพรวมจำนวนประชากรชาวเมียนมาจำนวน 4.1 ล้านคน ในประเทศไทย โดยถือว่าเป็นกลุ่มแรงงงานข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แบ่งออกเป็นส่วนคนที่งานอย่างถูกกฎหมาย 2.8 ล้านคน และอีก 1.3 ล้านคนที่เป็นผู้อพยพแบบผิดกฎหมาย

mm report th 2

  • การใช้จ่ายรายปีของชาวเมียนมาในไทย 65% ของรายได้ทั้งปีจะถูกใช้ในประเทศไทยมูลค่าราว 221,000 ล้านบาท และอีก 35% จะถูกส่งกลับประเทศ

report th 3

  • สรุปสัดส่วนการใช้จ่ายของชาวพม่าในไทย รายได้ทั้งปีขอชาวเมียนมาในไทยรวมกันต่อปีอยู่ที่ประมาณ 340,250 ล้านบาท โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 6,915 บาทต่อคน

mm report th ver 4

  • ประเภททวีซ่าและสถานะทางกฎหมายของชาวเมียนมาในไทย แบ่งออกเป็น
  1. ใบอนุญาตทำงาน MOU (บัตรสีชมพู) : 1.65 ล้านคน (40%)
  2. บัตรผ่านแดน มาตรา 64 : 1.65 ล้านคน (10%)
  3. วีซ่า Non-Immigrant B : 0.18 ล้านคน (4%)
  4. การพิสูจน์สัญชาติ (NV) : 0.35 ล้านคน (9%)
  5. ผู้ติดตามและนักเรียน : 0.20 ล้านคน (5%)
  6. แรงงานไม่มีเอกสาร : 1.30 ล้านคน (32%)

mm report th ver 5

  • ประเภทการจ้างงานของแรงงานชาวเมียนมาในประเทศไทย โดยแบ่งเป็น
  1. Blue-Collar : งานประเภทที่ทำงานใช้แรงงานหรือทักษะเชิงช่าง
  2. Light Blue-Collar: งานประเภทที่เกี่ยวกับงานบริการหรือปฏิบัติการที่ใช้แรงงานไม่หนักมาก
  3. White-Collar or Specialized: งานประเภทงานสำนักงาน งานบริหาร หรือวิชาชีพ

mm report th ver 7

  • แรงงานชาวเมียนมากลุ่ม Blue-collar : ประเภทที่ 1 (เดินทางเข้าประเทศผ่านระบบ MOU) มีจำนวนทั้งหมด 239,620 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 136,366 คน และผู้หญิง 103,254 คน

mm report th ver 8

  • แรงงานชาวเมียนมากลุ่ม Blue-collar : ประเภทที่ 2 (ได้รับอนุญาตทำงานตามมติ ครม.) มีจำนวนทั้งหมด 860,154 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 510,765 คน และผู้หญิง 349,359 คน

mm report th ver 8

  • แรงงานชาวเมียนมากลุ่ม Blue-collar : ประเภทที่ 3 (ภายใต้มาตรา 59 : ทั่วไป) มีจำนวนทั้งหมด 4,899 คน โดย 5 อันดับอุตสาหกรรมยอดนิยมสำหรับแรงงานชายและหญิง
  1. อสังหาริมทรัพย์ การให้เช่าซื้อ และบริการทางธุรกิจ 19.3%
  2. การศึกษา (บุคลากรในโรงเรียน/ผู้ช่วย) 16.9%
  3. อุตสาหกรรมการผลิต 11.8%
  4. ขายส่ง ขายปลีก และการซ่อมแซม (ยานยนต์และรถจักรยานยนต์) 11.3%
  5. สาธารณสุข และการสังคมสงเคราะห์ 10.7%

mm report th ver 9

  • แรงงานกลุ่ม Light blue-collar หรือ แรงงานกึ่งฝีมือชาวเมียนมา คือแรงงานที่เริ่มต้นจากงานใช้แรงงาน (blue-collar) แต่ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ชัดเจนในการก้าวไปสู่แรงงานกึ่งฝีมือ (semi-skilled) หรือแม้กระทั่งงานสายออฟฟิศในอนาคต (white-collar) มักมีการศึกษาตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับสูงขึ้น มีทักษะภาษาไทยตั้งแต่ปานกลางจนถึงคล่องแคล่ว มีการพัฒนาทักษะทางสังคม (soft skills)

mm report th ver 10

  • White-collar หรือ แรงงานเมียนมาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (ตามมาตรา 62 : การส่งเสริมการลงทุน) คือชาวต่างชาติที่ทำงานในภาคธุรกิจและวิชาชีพ มักได้รับการศึกษาระดับสูงพร้อมวุฒิการศึกษาเฉพาะทาง รวมถึงทักษะภาษาอังกฤษ/ไทยในระดับปานกลางถึงสูง และทักษะเชิงเทคนิคที่เชี่ยวชาญ
  • นักศึกษามหาวิทยาลัยสัญชาติเมียนมา (เข้าประเทศผ่านวีซ่าประเภท Non-Immigrant ED) มีจำนวนทั้งหมด 15,242 คน

mm report th ver 11

  •  การกระจายตัวทางภูมิภาค และความหนาแน่นของประชากร โดย 5 อันดับจังหวัดที่มีประชากรเมียนมามากที่สุด
  1. กรุงเทพมหานคร ประมาณ 520,000 คน
  2. สมุทรสาคร ประมาณ 380,000 คน
  3. เชียงใหม่ ประมาณ 290,000 คน
  4. ตาก ประมาณ 260,000 คน
  5. ระนอง ประมาณ 210,000 คน

mm report th ver 12

ประเด็นสำคัญและข้อสรุป

  • จำนวนประชากรที่มีนัยสำคัญ: แรงงานชาวเมียนมาประมาณ 4.1 ล้านคนคิดเป็น 6.3% ของประชากรไทย
    และ 8.2% ของกำลังแรงงานทั้งหมด ทำให้ชาวเมียนมาเป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่มีจำนวนมากที่สุด
  • การกระจุกตัวในภาคอุตสาหกรรม: แรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิต การประมง/อาหารทะเล และการก่อสร้าง ซึ่งช่วยเติมเต็มช่องว่างแรงงานที่สำคัญ
  • สถานะทางกฎหมาย: 68% มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายผ่านช่องทางการขึ้นทะเบียนในรูปแบบต่าง ๆ ในขณะที่อีก 32% ยังไม่มีเอกสารถูกต้อง
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: กำลังซื้อของแรงงานชาวเมียนมาอยู่ที่ประมาณ 221.2 พันล้านบาท หลังหักเงินโอนกลับประเทศ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1.3% ของ GDP ประเทศไทย
  • รูปแบบการใช้จ่าย: ค่าใช้จ่ายต่อเดือนเฉลี่ย 4,495 บาทต่อคน ส่วนใหญ่อยู่ในหมวด อาหาร และการเดินทาง
  • การกระจายตัวตามพื้นที่: มีการกระจุกตัวสูงในกรุงเทพฯ สมุทรสาคร และเชียงใหม่ โดยมีรูปแบบการกระจายที่แตกต่างกันตามความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม

 

  • ข้อสรุปโดยรวม:
    ชาวเมียนมาเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมไทย ทั้งในฐานะแรงงานและผู้บริโภค โดยชาวเมียนมามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายภาคส่วนและมีส่วนช่วยสนับสนุน GDP ของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ การกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะ การมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของชาวเมียนมา จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทยในระยะยาว

mm report th ver 13

  • โอกาสของธุรกิจไทย: ศักยภาพทางการตลาดขนาด 221,200 ล้านบาทของตลาดผู้บริโภครายปี ธุรกิจที่เข้าใจและสามารถตอบโจทย์ชุมชนกลุ่มนี้ได้จะสามารถต่อยอดสู่โอกาสในการเติบโตที่สำคัญ พร้อมทั้งเข้าถึงกลุ่มตลาดที่ยังไม่ได้รับการบริการอย่างเพียงพอได้สำเร็จ

ธุรกิจที่น่าสนใจ:

  1. ตลาดอาหารและเครื่องดื่ม (59,200 ล้านบาท)
  2. ที่อยู่และที่พักอาศัย (46,800 ล้านบาท)
  3. บริการด้านดิจิทัลและการเงิน (24,700 ล้านบาท)
  4. ผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพ (19,700 ล้านบาท)
  5. ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค (15,800 ล้านบาท)
  6. การศึกษาและการฝึกอบรม (13,800 ล้านบาท)

mm report th ver 14

mm report th ver 15

mm report th ver 16

mm report th ver 17

 

บทความเพิ่มเติม:

Facebook Comments
Category