จากที่ได้เล่าไปแล้วใน blog ที่ผ่านมาเกี่ยวกับ ประเภทและการตั้งค่า SEO บน WordPress และ เครื่องมือตรวจสอบประสิทธิภาพ website คราวนี้เราจะมาพูดถึง WordPress SEO Plugin และการใช้งานกันบ้าง

เมื่อพูดถึง SEO Plugin บน WordPress หลายคนคงนึกถึง Yoast SEO plugin อันดับ 1 ก่อนเสมอ Yoast  เป็น plugin ที่ช่วยวิเคราะห์บทความ แล้วแสดงคะแนน SEO และ คะแนนความยากง่ายในการอ่าน ในแต่ละ บทความ 

รูปแสดงคะแนนจาก plugin Yoast แบ่งเป็น2คอลัม คอลัมซ้ายคือ คะแนน SEO คอลัมขวาคือ คะแนนความยากง่ายในการอ่าน

ทางซ้ายคือ คะแนน SEO ทางขวาคือ คะแนนความยากง่ายในการอ่าน

โดยคะแนน SEO จะถูกแสดงเมื่อ ผู้เขียนบทความระบุ focus keyphase หรือ keyword ที่คนใช้ในการค้นหาใน Search Engine แล้วผู้เขียนต้องการให้บทความขึ้นในผลการค้นหา 

แต่ถ้าคุณยังนึก keyword ไม่ออก หรือยังไม่มั่นใจใน keyword ที่จะใช้ แนะนำให้ลองหา keyword ใน Keyword Tool หรือดูคู่แข่งที่ตั้ง keyword คล้ายกับคุณที่ Google Keyword Planner 

หลังจากระบุ keyword ได้แล้ว Yoast จะแสดงคะแนน SEO ด้วยสี ตามรูปด้านล่าง

สีเขียว เหลือง และ แดง คือคะแนน สูง กลาง และ ต่ำ ตามลำดับ และสีเทาจะขึ้นในกรณีที่ยังไม่ได้ใส่ keyword

นอกจากบอกด้วยสีแล้วยังสามารถกดเพื่อดูรายละเอียดการให้คะแนนได้ด้วย เพื่อปรับปรุงให้บทความได้คะแนนมากยิ่งขึ้น และเกี่ยวข้องกับ keyword ที่ระบุมากขึ้น

Wordpress SEO Plugin

Plugin ถัดไปที่อยากแนะนำคือ W3 Total Cache เป็น plugin ที่จะช่วยในการ cache หน้าต่างๆบน website เพื่อทำให้คะแนน page speed ดีขึ้น

เมื่อติดตั้ง W3 Total Cache แล้วจะเห็นว่า plugin นี้มีเมนูให้ตั้งค่ามากมาย 

setting SEO Plugin

โดยทั่วไปแล้ว แนะนำให้ตั้งค่าต่อไปนี้ 

Page Cache ช่วย cache ข้อมูลในแต่ละหน้าเพื่อลดเวลาที่ใช้ในการโหลดข้อมูลขึ้นมาแสดงผล ถ้า wesbite ของคุณมักแสดงผลข้อมูลที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ในระยะเวลาสั้นๆ แนะนำให้ตั้งค่า page cache ไว้

Minify ข่วยรวบรวมไฟล์ CSS และ Javascript ให้เป็นไฟล์เดียว และมีขนาดเล็กลง เพื่อความรวดเร็วในการโหลด

CDN หรือการนำ static file เช่น รูปภาพ ไปฝากไว้บน CDN หรือ Content Delivery Network ที่มีเครือข่าย server ที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก เพื่อความรวดเร็วในการโหลดขึ้นมาแสดงผลเมื่อมีการเรียกใช้งานจากที่ต่างๆ

เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว website ของเราก็น่าจะโหลดได้เร็วขึ้น และน่าจะได้คะแนนจาก Google PageSpeed Insights มากขึ้นด้วย

Plugin สุดท้ายที่อยากแนะนำให้ใช้คือ Broken Link Checker เป็น plugin ที่ใช้ตรวจสอบ link บน website เมื่อมี link ไหนใน website ที่พัง จะได้สามารถทำการลบ link ออกหรืออัพเดทข้อมูลให้ตรงตามปัจจุบันมากขึ้น

เมื่อลง plugin จะเห็นว่ามี menu ใน Setting เพิ่ม ชื่อว่า Link Checker 

เมื่อเข้าไปใน menu นั้นก็จะเจอหน้า general setting ที่แสดงผลการตรวจ link บน website และใช้ตั้งค่าพื้นฐานต่างๆ

ยังมีเมนูบนแถบด้านบนอื่นๆอีก ได้แก่

Looks for links in คือเมนูที่เอาไว้ตั้งค่าว่าจะให้เช็ค link ที่ส่วนไหนของ website บ้าง โดยสามารถเลือก Post โดยระบุ Category ได้ด้วย

Which link to check คือเมนูที่ใช้ตั้งค่าประเภทของ link ที่ต้องการเช็ค

Protocols & API เป็นเมนูที่เอาไว้เปิดการเช็ค link ที่ใช้ protocol ตามที่กำหนด

เมนูสุดท้าย Advanced เป็นการตั้งค่าระดับสูง หรือต้องใช้ความเข้าใจทางเทคนิคที่มากกว่าเมนูอื่นๆ อย่างเช่นการ Log ข้อมูลเมื่อมีการตรวจสอบ link ในแต่ละครั้ง หรือการตั้ง timeout ตอนที่ตรวจสอบ link

เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถตรวจสอบ link บน website ของเรา ป้องกันไม่ให้มี link ที่เสียได้โดยไม่ต้องไปไล่ดูทีละหน้าให้เสียเวลา

 

นอกจากนี้ยังมี SEO plugin อื่นๆบน WordPress ให้ใช้อีกมากมาย ซึ่งก่อนจะเลือก plugin ไหนมาใช้เราควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของ plugin นั้นให้ดีเสียก่อน โดยดูจาก rating จำนวนคนที่ใช้ plugin นั้น รวมถึงระยะเวลาที่ผู้พัฒนา update ล่าสุด ควรจะไม่เกิน 1 ปีที่ผ่านมา เพราะถ้าเราเลือก plugin ที่ outdated หรือหยุดพัฒนาไปแล้วมาใช้ ก็อาจจะเป็นปัญหาต่อเราเองในอนาคต

Facebook Comments
สามารถติดต่อเรา เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับ
Marketing, Design, Web และ Application ได้ที่
  Call Us   Messenger

Myanmar Media Landscape in 2019

เด็กจบใหม่เป็น planner ได้ไหม

เด็กจบใหม่เป็น planner ได้ไหม?

สิ่งที่ project manager ใช้วางแผน

สิ่งที่ Project Manager ใช้วางแผนและควบคุม Project

การตลาดแบบโจโจ้ เทคนิคปั้นแบรนด์ดังข้ามศตวรรษ

โทนสีจากหนัง Stranger things

โทนสีจากหนัง Stranger things ซีรี่ส์ไซไฟกลิ่นอายยุค 80s

แม่สอด เมียวดี

มุมมองใหม่ๆ ของ แม่สอด-เมียวดี ผ่านทางด่านพรมแดน